ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจออนไลน์สูงขึ้นเรื่อยๆ การทำการตลาดแบบเดิมๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ทุกวันนี้แบรนด์ต่างๆ จึงหันมาให้ความสำคัญกับการทำโฆษณาออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะ Advertising Display ที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ และเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่หลายคนอาจยังสงสัยว่า Advertising Display คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับธุรกิจออนไลน์ในยุคนี้? วันนี้ Hi-Top Tecnology ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีแบบ One-Stop-Service จะพามาไขข้อสงสัยทั้งหมด พร้อมแชร์เทคนิคการทำโฆษณาให้ปังแบบที่คู่แข่งยังต้องทึ่ง!
Advertising Displayทำอะไรได้บ้าง?
Advertising Display หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ Display Ads คือการโฆษณาในรูปแบบดิจิทัลที่แสดงผลบนเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ซึ่งแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ Google Display ads
โดย Advertising Display สามารถนำเสนอได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบนเนอร์รูปภาพ, วิดีโอ, Rich Media หรือโฆษณาแบบโต้ตอบได้ ที่มีทั้งภาพเคลื่อนไหว เสียง และการตอบสนองต่อการคลิก และ Native Ads หรือโฆษณาที่ผสมกลมกลืนไปกับเนื้อหาในเว็บไซต์ ทำให้ผู้ชมรู้สึกเป็นธรรมชาติ
ข้อดีของ Advertising Display คือสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ วัดผลได้แบบเรียลไทม์ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ทันทีตามผลตอบรับของผู้ชม
รวม 5 เทคนิคทำ Advertising Displayให้ขายดี ยอดพุ่ง!

การทำ Advertising Display ให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่แค่การสร้างโฆษณาสวยๆ แล้วปล่อยไปเท่านั้น แต่ต้องมีกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดด้วย ตอนนี้เรามาดูเทคนิคเด็ดที่จะช่วยให้แคมเปญของคุณประสบความสำเร็จกัน
1. เลือกรูปแบบโฆษณายังไงให้ขายได้
การเลือกรูปแบบโฆษณาที่เหมาะสมเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความสำเร็จ ซึ่งต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังนี้
- ประเภทสินค้า
สินค้าที่เน้นความสวยงามควรใช้รูปภาพที่มีคุณภาพสูง ส่วนสินค้าที่ต้องสาธิตวิธีใช้ควรเลือกโฆษณาแบบวิดีโอ
- กลุ่มเป้าหมาย
วัยรุ่นอาจชอบโฆษณาแบบ Interactive ในขณะที่กลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่อาจชอบโฆษณาที่ให้รายละเอียดข้อมูลชัดเจนมากกว่า
- งบประมาณ
ควรเลือกรูปแบบการโฆษณาที่คุ้มค่ากับงบประมาณที่มี โดยปกติการโฆษณาแบบวิดีโอมักมีต้นทุนสูงกว่าแบนเนอร์รูปภาพ
- วัตถุประสงค์
ในการโฆษณา เราต้องรู้วัตถุประสงค์ของตัวเองด้วยว่าโฆษณาเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ หรือโฆษณาเพื่อต้องการยอดขายทันที
2. วิธีเลือกช่องทางโฆษณาให้เจอลูกค้าที่ใช่ 100%
การเลือกช่องทางโฆษณาที่ถูกต้องนั้นเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือการวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในแง่ของเว็บไซต์ที่พวกเขาเข้าชมบ่อย และช่วงเวลาที่มักจะออนไลน์ นอกจากนี้ การใช้ข้อมูล Demographics ต่างๆ เช่น อายุ เพศ และรายได้ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราเลือกช่องทางได้แม่นยำยิ่งขึ้น
เมื่อเข้าใจกลุ่มเป้าหมายดีแล้ว ก็ควรเลือกลงโฆษณาในเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา และสุดท้ายอย่าลืมทำการทดสอบหลายๆ ช่องทาง พร้อมเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาช่องทางที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด
3. จัดวางโฆษณายังไงให้คนคลิกเยอะ งบไม่บาน
การจัดวางตำแหน่งโฆษณาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการมองเห็นและอัตราการคลิกของผู้ชม โดยตำแหน่ง Above the fold หรือส่วนที่ผู้ใช้สามารถเห็นได้ทันทีโดยไม่ต้องเลื่อนหน้าจอลงมานั้น มักจะให้ผลตอบรับที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม เราควรทำการทดสอบหลายๆ ตำแหน่งเพื่อค้นหา Sweet spot ที่ให้อัตราการคลิก (CTR) สูงสุด และต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าโดยเปรียบเทียบราคาโฆษณาในแต่ละตำแหน่งกับผลตอบแทนที่จะได้รับ นอกจากนี้ การใช้ Heat map ยังเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการมองของผู้ใช้ ทำให้เราสามารถเลือกตำแหน่งวางโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4. สูตรเขียน Copy โฆษณาให้คนอ่านแล้วต้องซื้อ
การเขียน Copy โฆษณาที่ดีมีส่วนสำคัญอย่างมากในการโน้มน้าวใจให้ผู้อ่านตัดสินใจซื้อสินค้า โดยเริ่มจากการนำเสนอจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ (USP) ที่แตกต่างและโดดเด่นกว่าคู่แข่ง ใช้ภาษาที่เรียบง่าย อ่านแล้วลื่นไหล และเข้าใจได้ทันที
นอกจากนี้ การสร้างความเร่งด่วนหรือความจำกัดของสินค้า (Urgency/Scarcity) เช่น การบอกว่าสินค้านี้มีจำนวนจำกัด หรือบอกว่าหากซื้อภายในชั่วโมงนี้จะมีส่วนลดพิเศษให้ ก็จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจได้เร็วขึ้น
และอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญที่สุดคือ การเน้นย้ำถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้า แทนที่จะเน้นแค่คุณสมบัติทางเทคนิคเท่านั้น เพราะสิ่งที่ลูกค้าสนใจคือสินค้านั้นจะช่วยแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้อย่างไร
5. ทริคใช้ Call to Action ให้คนกดซื้อแบบไม่ต้องคิดนาน
ทริคการใช้ CTA ให้มีประสิทธิภาพนั้น สามารถสรุปได้ดังนี้
- ใช้คำที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ เช่น “ซื้อเลย”, “รับส่วนลดทันที”
- ออกแบบปุ่ม CTA ให้โดดเด่น สะดุดตา
- วางตำแหน่ง CTA ในจุดที่เหมาะสม
- ทดสอบหลายๆ ข้อความ เพื่อหาข้อความที่ได้ผลดีที่สุด เช่น “ซื้อเลยวันนี้”, “รับส่วนลดพิเศษ”, “สั่งซื้อตอนนี้”, “จองสิทธิ์ก่อนใคร” เป็นต้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Advertising Display
Advertising Display แบบออนไลน์ กับ ป้ายโฆษณาดิจิทัล (Digital Signage) แตกต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองแบบคือ Advertising Display เหมือนกันแต่ต่างกันที่ “พื้นที่แสดงผล” และ “วิธีการเข้าถึง”
- แบบออนไลน์ (Online Display Ads): แสดงผลบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน เจาะจงตัวบุคคลได้แม่นยำ (Personalized) ตามพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ต
- แบบป้ายโฆษณาดิจิทัล (Digital Signage / Outdoor Ads): คือการใช้จอภาพแสดงผล เช่น จอ LED ขนาดใหญ่ตามสี่แยก หรือจอตามห้างสรรพสินค้า (OOH – Out of Home) เน้นการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง (Mass Awareness) ดึงดูดสายตาผู้คนที่สัญจรไปมา และมีข้อได้เปรียบคือ “ผู้บริโภคไม่สามารถกด Skip ข้ามโฆษณาได้”
การใช้ จอ LED โฆษณา (Outdoor Digital Signage) มีข้อดีต่อแบรนด์อย่างไรบ้าง
การใช้สื่อ Outdoor Advertising Display มีข้อดีที่โดดเด่น 3 ประการหลัก ได้แก่
- สร้างความน่าเชื่อถือ (Brand Trust): แบรนด์ที่ปรากฏบนจอ LED ขนาดใหญ่ มักจะถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือสูง
- ดึงดูดสายตาได้ดีเยี่ยม (High Visual Impact): ด้วยแสง สี และภาพเคลื่อนไหวที่คมชัด ช่วยดึงดูดความสนใจของผู้คนที่กำลังเดินทางหรือรถติดได้ดีกว่าป้ายไวนิลแบบเดิม
- อัปเดตคอนเทนต์ได้ทันที (Real-time Update): ไม่ต้องเสียค่าพิมพ์หรือค่าติดตั้งป้ายใหม่ สามารถเปลี่ยนโปรโมชันหรือวิดีโอโฆษณาผ่านระบบออนไลน์ (CMS) ได้แบบเรียลไทม์
หากต้องการติดตั้ง Digital Signage หรือป้ายโฆษณา Outdoor ต้องพิจารณาปัจจัยใดบ้าง
เพื่อให้การทำ Advertising Display แบบออฟไลน์คุ้มค่าที่สุด ควรพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก คือ
- ทำเลที่ตั้ง (Location): ต้องอยู่ในจุดที่มีปริมาณคนหรือรถสัญจรหนาแน่น (Eyeballs) และต้องตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น หน้ามหาวิทยาลัย, ย่านออฟฟิศ หรือสี่แยกใจกลางเมือง
- คุณภาพของจอภาพ (Resolution & Brightness): จอ Outdoor ต้องมีความสว่างสูงสู้แสงแดดได้ (High Brightness) และเลือกระยะห่างของเม็ดพิกเซล (Pixel Pitch) ให้เหมาะกับระยะการมองเห็นของผู้ชม
- ระยะเวลาในการแสดงผล (Loop Duration): คอนเทนต์วิดีโอหรือภาพนิ่งบนจอไม่ควรยาวเกินไป ควรมีความยาว 10-15 วินาที เพื่อให้คนที่เดินผ่านหรือขับรถผ่านสามารถรับสารได้ครบถ้วน
ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) สามารถใช้ Advertising Display รูปแบบ Digital Signage ได้หรือไม่
ทำได้และคุ้มค่ามาก! Digital Signage ไม่ได้จำกัดแค่จอ LED ขนาดยักษ์บนตึกสูงเท่านั้น ธุรกิจ SME สามารถเริ่มต้นจากการใช้ Interactive Kiosk (ตู้หน้าจอสัมผัส), จอโฆษณาหน้าร้าน (Window Display) หรือแม้แต่จอ TV ติดผนังภายในร้าน เพื่อใช้แสดงโปรโมชัน เมนูแนะนำ หรือรีวิวจากลูกค้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ณ จุดขาย (Point of Purchase) ได้อย่างมีประสิทธิภาพในงบประมาณที่จับต้องได้
อนาคตของ Advertising Display แบบสื่อนอกบ้าน (OOH) จะมีเทคโนโลยีอะไรเข้ามาเสริมบ้าง
ปัจจุบันเทคโนโลยี Advertising Display ก้าวหน้าไปมาก และจะยิ่งล้ำสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้:
- 3D DOOH (Digital Out of Home แบบ 3 มิติ): โฆษณาที่สร้างภาพลวงตาทะลุจอแบบ 3D ที่กำลังเป็นไวรัลทั่วโลก ช่วยสร้างประสบการณ์แปลกใหม่และกระตุ้นให้คนถ่ายคลิปลงโซเชียลมีเดีย
- AI Camera Integration: การติดกล้อง AI ที่ป้ายโฆษณาเพื่อวิเคราะห์เพศ อายุ หรือการแต่งกายของคนที่เดินผ่าน แล้วประมวลผลเปลี่ยนคอนเทนต์โฆษณาบนจอให้ตรงกับคนๆ นั้นแบบเรียลไทม์ (Dynamic Content)
Programmatic DOOH: การซื้อขายพื้นที่โฆษณาบนจอ LED นอกบ้านด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้ผู้ลงโฆษณาสามารถเลือกเวลาและกลุ่มเป้าหมายได้ยืดหยุ่นคล้ายกับการยิงแอดออนไลน์
สรุปเกี่ยวกับ Advertising Displayทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

การทำ Advertising Display เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ในยุคปัจจุบัน ด้วยความสามารถในการแสดงโฆษณาได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบนเนอร์ วิดีโอ Rich Media และ Native Ads ผ่านเครือข่ายออนไลน์ต่าง ๆ ที่เข้าถึงผู้ใช้กว่า 90% ทั่วโลก ซึ่งการจะทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องใส่ใจตั้งแต่การเลือกรูปแบบโฆษณา และช่องทางที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย การจัดวางตำแหน่งโฆษณาอย่างชาญฉลาด การเขียน Copy ให้โดนใจลูกค้า ไปจนถึงการใช้ Call to Action ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้การทำ Advertising Display สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแม่นยำและสร้างยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ